วิธีการใช้งานโปรแกรม

การใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอล
ค่าความดันโลหิตของคนปกติอยู่ที่เท่าไร
ค่าความดันปกติโดยเฉลี่ยแล้วควรอยู่ที่ประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท และคนที่มีความดันโลหิตเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท (Systolic เกิน 140 มิลลิเมตรปรอท หรือ Diastolic เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท) จะถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่การที่ตัวเลขที่ตรวจวัดได้สูงหรือต่ำกว่านี้ก็ไม่ได้น่ากังวลใจเสมอไป เพราะในแต่ละช่วงอายุก็มีตัวเลขที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป (อ้างอิงจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข) ดังนี้
วัยทารก อายุต่ำกว่า 3 ปี ไม่ควรเกิน 90/60 มิลลิเมตรปรอท
เด็กเล็ก 3 – 6 ปี ไม่ควรเกิน 110/70 มิลลิเมตรปรอท
เด็กโต 7 – 17 ปี ไม่ควรเกิน 120/80 มิลลิเมตรปรอท
วัยทำงาน 18 - 59 ปี ไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท
ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่ควรเกิน 160/90 มิลลิเมตรปรอท
นั่นหมายความว่า ในผู้สูงอายุปกติแล้วความดันโลหิตจะสูงกว่าคนหนุ่มสาว รวมถึงคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอก็จะมีความดันโลหิตที่ต่ำกว่าคนปกติด้วย หรือแม้แต่คนที่เป็นโรคบางชนิด เช่นเบาหวาน ก็จะมีค่าความดันโลหิตที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคความดันโลหิตหรือไม่ ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย

ทำความเข้าใจกับผลการตรวจ
ผลการตรวจในโปรแกรมแบ่งออกตามสี ดังนี้
ความดันโลหิตสูง
เป็นภาวะที่ความดันในหลอดเลือดที่สูงขึ้นผิดปกติ โดยทั่วๆไปจะถือว่าคนที่มีระดับความดันเลือดเท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท เป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ภาวะความดันโลหิตสูงจะเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆมากมาย เช่น โรคหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ไตวาย เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ตามความดันโลหิตก็ยังแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุด้วย (ตามตาราง) ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงให้พบแพทย์เพื่อประเมินอาการโดยเร็วที่สุด

ความดันโลหิตต่ำ
เป็นภาวะที่ความดันเลือด Systolic ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งสามารถพบได้ทั้งหญิงชายในทุกอายุ ส่วนมากจะมีสาเหตุมาจากการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โปรตีน วิตามินซีทำให้ผนังหลอดเลือดแดงไม่แข็งแรง จนเกิดการคลายตัวมากเกินไป หรือเกิดจากโรคบางชนิด ซึ่งภาวะนี้จะมีทั้งที่สามารถหายเองหรือต้องได้รับการรักษา